26 มีนาคม 2551

วิทีการทำบุญ....ให้ได้บุญ

"บุญ" แปลว่า ความสุข ความดี ความสะอาด ความผ่องแผ้วแห่งจิต "บุญกิริยาวัตถุ ๓ อย่าง" คือ
๑. ทานมัย วิธีการทำบุญด้วยการบริจาคทาน เป็นเรื่องของจิตเกี่ยวเนื่องกับสิ่งของที่จะทำทาน มีหน้าที่กำจัดกิเลสอย่างหยาบคือความโลภได้
๒. สีลมัย วิธีการทำบุญด้วยการรักษาศีล เป็นเรื่องของจิตเกี่ยวเนื่องกับกายวาจา สีลมัยมีหน้าที่ กำจัดกิเลสอย่างกลาง คือความโกรธได้
๓. ภาวนามัย วีธีการทำบุญด้วยการภาวนา เป็นเรื่องของจิตอย่างเดียว ผู้ที่ได้บุญจากการ ภาวนามัย ย่อมเป็นคนหนักแน่นมั่นคง แม้กระทบกระทั่งอารมณ์ใดๆ ย่อมจะไม่หวั่นไหวไปตาม อารมณ์นั้นๆ การภาวนา เป็นการอบรมจิตใจให้ตั้งมั่นอยู่ในความดีและให้ฉลาด ซึ่งบุคคลที่ประพฤติให้ปรากฏออกภายนอกด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ต้องมีภาวนา เป็นสารอยู่ภายใน ย่อมเป็นไปดังสุคนธชาติ เป็นต้นว่า เนื้อไม้ที่อบไว้เป็นอันดี เพราะเหตุนั้น กุศลราศีที่บุคคลทำให้มีขึ้นโดยสนิทใจ ได้ชื่อว่าภาวนาเพราะใจความว่าเป็นเครื่องอบรมกุศล ให้มีขึ้นในสันดารhttp://www.dhammathai.org

บูชาคุณพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้า

ในการตั้งโต๊ะหมู่บูชานิยมประดิษฐานพระพุทธรูปไว้สูงสุดกว่าสิ่งอื่น ๆ ในโต๊ะ เพื่อเป็นประธานแทนสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยเครื่องบูชาตามคตินิยมของชาวพุทธ ซึ่งเป็นประเพณีสืบต่อมาจากสมัยพุทธกาล เมื่อจะบำเพ็ญกุศลก็จะนิยมนิมนต์พระพุทธเจ้าเป็นประมุขในงานนั้น ๆ เพื่อให้พร้อมด้วยพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
เครื่องบูชาที่นิยมตั้งบนโต๊ะหมู่บูชาโดยทั่วไปนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย ธูป ๓ ดอก เทียน ๒ เล่ม และดอกไม้
ธูป ๓ ดอก เป็นการบูชาพระคุณของพระพุทธเจ้า ๓ ประการคือ ๑. บูชาพระปัญญาคุณ ๒. บูชาพระวิสุทธิคุณ ๓. บูชาพระมหากรุณาธิคุณ เทียน ๒ เล่ม นั้น มีความหมายต่างกัน คือ เล่มที่อยู่ด้านขวาของพระพุทธรูป หรือ ด้านซ้ายของผู้จุดเทียน หมายถึง พระธรรม ส่วนเล่มที่อยู่ด้านซ้ายของพระพุทธรูป หรือ ด้านขวาของผู้จุดเทียน หมายถึง พระวินัย
พานดอกไม้ แจกันดอกไม้ บูชาพระสงฆ์ไม่ว่าจะมาจากวรรณะใดเมื่อเข้ามาอยู่ในศาสนาของพระศาสดาแล้วมีความเรียบร้อยเสมอกัน

15 มีนาคม 2551

บทเรียนดี ๆ ของกบ...

นิทานอีสปเคยกล่าวเอาไว้ว่า...จงพอใจในวาสนาของท่าน เรามิอาจเป็นเลิศในทุกสิ่งได้ คนไม่พอใจในตัวเองจะเป็นทุกข์ตลอดไป........
นานมาแล้วมีกบตัวหนึ่งอาศัยใกล้กุฎิพระตอนเช้าเห็นพระบิณฑบาตได้อาหารมาอย่างสบายทุกวัน เจ้ากบก็ปรารถนาอยากเป็นพระกับเขาบ้าง คงจะดีนะ ต่อมาเมื่อพระฉันเสร็จก็เอาข้าวสุกโปรยให้ไก่กิน เจ้ากบก็คิด เป็นไก่ดีกว่าไม่ต้องออกแรงเลย ไม่อยากเป็นพระอีกแล้ว ขณะนั้นเอง หมาตัวหนึ่งแย่งไก่กินอาหาร ไก่กลัวหมามากจึงหนีเอาตัวรอดอย่างน่าอนาถ เจ้ากบก็คิด เป็นหมาดีกว่าดูเป็นวีรบุรุษดี ไม่อยากเป็นไก่แล้ว มีชายคนหนึ่งเห็นเข้าจึงเอาไม้ไล่ตีหมา จนหมาวิ่งหนีร้องลั่นไป เจ้ากบจึงคิดว่าทำไมเราไม่เกิดเป็นคนหนอ สามารถขับไล่หมาไปได้ จากนั้นเอง ชายผู้นี้ ก็มานั่งริมสระน้ำ แล้วเจ้าแมลงวันก็บินมาตอมจนชายผู้นั้นรำคาญ และลุกหนี พร้อมบ่นว่า "รำคาญแมลงวันจริงโว้ย" เจ้ากบได้ยินเสียงดังนั้น ก็นึกคิดว่าเกิดเป็นแมลงวันดีกว่านะ เพราะเก่งมากจนทำให้คนรำคาญได้ บังเอิญแมลงวันบินมาเกาะที่จมูก มันจึงแลบลิ้นแผลบกินแมลงวัน เจ้ากบจึงค้นพบสัจธรรมอันยิ่งใหญ่ ว่า เป็นอะไรก็ไม่ดีเท่าตัวเราเอง ความทุกข์จึงเกิดจากความไม่รู้จักพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ "เราแทบไม่คิดว่า เรามีอะไรบ้าง แต่เราคิดเพียงว่า เราขาดอะไรบ้างเท่านั้น"

ฉันเป็นกบ อบ...อบ ในกะลา ภูมิใจว่าตัวเองช่างยิ่งใหญ่
มาวันหนึ่งแล้วกะลาก็พลิกไป ความภูมิใจสลายลงในพลิบตา
จากที่เคยคิดว่าตัวช่างยิ่งใหญ่ หลงภูมิใจอย่างโง่เขลาเบาปัญญา
แท้ที่จริงโลกนี้กว้างยิ่งกว่า ทั่วโลกาหาใครใหญ่จริงไม่

14 มีนาคม 2551

สงกรานต์ปีนี้.....ที่วัดเชิงคีรี

๑. เป็นการแสดงความเคารพบูชาต่อสิ่งที่ตนเคารพ ต่อบิดามารดา และผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ
๒. เป็นการชำระจิตใจ และร่างกายให้สะอาด
๓. เป็นการรักษาประเพณีมาแต่เดิม
๔. เป็นการสนุกสนานรื่นเริงในรอบปี และพักจากงานประจำชั่วคราว เพื่อจะไปพักผ่อนหย่อนใจ
๕. เป็นการเตือนสติว่ามนุษย์นั้นผ่านไป ๑ ปีแล้วและในรอบปีที่ผ่านมา เราได้ทำอะไรบ้างและควรจะทำอะไรต่อไปในปีที่กำลังจะมาถึงู
๖. เป็นการเตรียมตัวบวช ถ้าเป็นผู้ชายโดยเอาระยะเวลานี้บวชกัน เพราะหลังสงกรานต์ต้องเตรียมตัวทำนาแล้ว
๗. เป็นการทำความสะอาดพระ โต๊ะบูชา บ้านเรือน ทั้งในและนอกบ้านhttp://www.banfun.com/

12 มีนาคม 2551

สามเณรรูปแรกเป็นใครกันนะ.....

ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว พระองค์เสด็จไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์ตามที่พระเจ้าสุทโธทนะพุทธบิดา ให้อำมาตย์มากราบบังคมทูลนิมนต์ ในครั้งนั้นพระนางพิมพาผู้มารดาของพระราหุลกุมาร ได้ให้พระราหุลกุมารมาเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อทูลขอราชสมบัติ พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า "อันทรัพย์ภายนอกนั้น มิใช่หนทางอันจะนำไปสู่ความหลุดพ้น หรือ นิพพาน มีแต่จะทำให้เวียนว่ายตายเกิดและจมอยู่ในกองทุกข์" จึงได้ประทานทรัพย์ภายในคือ อริยทรัพย์ให้แก่พระราหุล ด้วยการให้บรรพชาเป็นสามเณร พระราหุลกุมาร จึงเป็นสามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา เมื่อบวชแล้วท่านเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษาพระธรรมวินัยเป็นอย่างมาก ทุกเช้าเมื่อตื่นขึ้นมา ท่านจะกอบทรายจนเต็มมือ แล้วอธิษฐานว่า "วันนี้ ขอให้เราได้รับโอวาทคำสั่งสอน มากเท่ากับจำนวนเม็ดทรายในกำมือนี้..." นอกจากเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษาพระธรรมวินัยแล้ว สามเณรราหุลยังได้รับยกย่องว่าเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย และมีความกตัญญูเป็นเลิศ เมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุโดยมีพระสารีบุตรเป็นพระอุปัชฌาย์ พระราหุลบวชได้ไม่นานก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ และได้รับการยกย่องจากพระศาสดา ให้เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งปวง (เอตทัคคะ) ในด้านเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา

รับสมัคร...เยาวชนบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน ณ.วัดเชิงคีรี อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย วันที่ 1 เมษายนของทุกปี

มา...เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า...กันเถอะนะ

การสวดมนต์มีอานิสงส์และคุณประโยชน์มาก ซึ่งพอสรุปได้

๑. เชื่อว่าได้เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะขณะสวดมนต์อยู่นั้น จิตรำลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรมคำสอน และคุณความดีของพระสงฆ์สาวก
๒. ขณะที่สวดมนต์อยู่นั้น จิตใจจะสงบ ปราศจากความโลภ ความโกรธ ความหลง
๓. จิตเป็นสมาธิ เข้มแข็ง อดทน
๔. ได้ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงถึงสัจธรรมในการดำเนินชีวิต
๕. การสวดมนต์ภาวนา เป็นการสั่งสมบุญบารมี จิตใจสงบ นอนหลับสบายไม่ฝันร้าย
๖. การสวดมนต์ เป็นการบริหารร่างกายอย่างหนึ่ง เช่น การยกมือ การประนมมือ การก้มกราบ การเปล่งออกเสียงทำให้ปอดขยาย ระบบทางเดินหายใจดี สร้างภูมิคุ้มกันภัยแก่ร่างกาย
๗. การสวดมนต์เป็นหมู่คณะ ต้องมีความพร้อมเพรียงกัน เริ่มพิธีพร้อมกัน กราบพร้อมกัน สวดมนต์พร้อมกัน เลิกพร้อมกัน เป็นการสร้างระเบียบและความสามัคคีในหมู่คณะhttp://www.dmc.tv/

ประโยชน์ของการแผ่เมตตา ๑๐ ข้อ

การสวดมนต์ แผ่เมตตา เป็นกิจที่จำเป็นและสำคัญสำหรับชาวพุทธศาสนิกชน เป็นประเพณีนิยมที่ปฏิบัติ สืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านาน เป็นหลักปฏิบัติเบื้องต้น อันจะนำไปสู่การเรียนรู้และปฏิบัติตาม หลักคำสอนในระดับที่สูงขึ้นไป อย่างไรก็ดี การสวดมนต์มีอานิสงส์และคุณประโยชน์มาก
๑. หลับเป็นสุข
๒. ตื่นเป็นสุข
๓. ไม่ฝันร้าย
๔. เป็นที่รักแห่งมนุษย์ทั้งหลาย
๕. เป็นที่รักแห่งอมนุษย์ทั้งหลาย
๖. เทวดาทั้งหลายย่อมรักษา
๗. ไฟ ยาพิษ อาวุธไม่กล้ำกลาย
๘. จิตตั้งมั่นได้โดยเร็ว
๙. สีหน้าย่อมผ่องใส
๑๐.มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์
http://www.dhammatidpeek.com/

สรรเสริญพระรัตนตรัย..กายอ่อนน้อม..วาจาอ่อนหวาน..จิตใจอ่อนโยน

ธรรมะคือคุณากร ส่วนชอบสาทร
ดุจดวงประทีปชัชวาล

แห่งองค์พระศาสดาจารย์ ส่องสัตว์สันดาร
สว่างกระจ่างใจมล
ธรรมใดนับโดยมรรคผล เป็นแปดพึงยล
และเก้ากับทั้งนฤพาน

สมญาโลกอุดรพิสดาร อันลึกโอฬาร
พิสุทธิ์พิเศษสุกใส

อีกธรรมต้นทางครรไล นามขนานขานไข
ปฏิบัติปริยัติเป็นสอง
คือทางดำเนินดุจคลอง ให้ล่วงลุปอง
ยังโลกอุดรโดยตรง
ข้าขอโอนอ่อนอุตมงค์ นบธรรมจำนง
ด้วยจิตและกายวาจาฯ

http://www.tamdee.net/

05 มีนาคม 2551

ชนะความเครียด

วิธีจัดการกับความเครียดที่มาซึ่งๆ หน้า หลบไปไหนก็ไม่ได้ ทำอย่างไรดี? คุณอาจทดลองทำ 3 ข้อ คือ
1) สติ --- ต้องมีตลอด รู้ตัวว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นกับคุณ สติต้องอยู่กับตัว ใจมันเต้นแรง มันร้อนไปหมด หรือยังไงก็ให้รู้ ถ้าคุณรู้ว่ามันเป็นอย่างไร นั่นแสดงว่าคุณมีสติล่ะ --- สติเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในยามที่คุณเครียด
2) หยุด-ฟัง-พิจารณา --- หยุดพูด หยุดโต้แย้ง หยุดกระวนกระวาย ใจเย็น ๆ ตั้งใจฟังและดูให้ดี --- สักครู่คุณจะคิดได้เองว่าวิธีไหนจะดีที่สุด สำหรับตอนนี้ --- เลือกวิธีที่ดีที่ไม่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่านี้ แล้วก็ ไม่เดือดร้อนตัวคุณ หรือใคร --- อารมณ์เป็นศัตรูตัวร้ายที่สุดใน ยามที่คุณเครียด
3) หน้าที่ --- ทำหน้าที่ของคุณต่อไป มีงานอะไรต้องทำ ทำต่อเลย อย่าปล่อยเวลา ไปกับความเศร้าซึม โกรธแค้น ฯลฯ เช่น ถึงเวลานอนก็นอน เวลากินก็กิน หรือเดิมวางแผนจะต้องทำอะไรก็ทำ อย่าให้ความเครียดมาครอบงำคุณนาน
http://www.larndham.net

01 มีนาคม 2551

วิถีชาวพุทธ " Bomb to Bell" สันติสุข สันติภาพ

คติธรรมประจำใจ
น อะนะริยัง กะริสสามิ
ชาวพุทธ จักไม่กระทำสิ่งที่ต่ำทราม
ชาวพุทธ จักกระทำสิ่งที่ดีงาม
ชาวพุทธ จักช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ
นี่คือความสุขของพวกเรา "ชาวพุทธ"
คติธรรมดำเนินชีวิต
นิสัยส่วนตัว : คิดดี พูดดี ทำดี คบคนดี ไปสู่สถานที่ดี
นิสัยส่วนรวม : ลูกที่ดี ศิษย์ที่ดี เพื่อนที่ดี พลเมืองที่ดี พุทธศาสนิกชนที่ดี
นิสัยการทำงาน : งานคือชีวิต ชีวิตคืองาน บันดาลสุข ทำงานให้สนุกเป็นสุขกับการทำงา
"ตื่นตัว ว่องไว ก้าวหน้า ตามรอยบาทพระศาสดา สืบอายุพระศาสนา เพื่อโลกาสงบเย็น" www.watpanya.org(อบรมค่ายพุทธบุตร ร.ร.อนุบาลศรีสำโรง 27 - 29 ก.พ.2551)

24 กุมภาพันธ์ 2551

7 วิธีสร้างสุขในที่ทำงาน

1. เชี่ยวชาญเรื่องอินเทอร์เน็ตใครๆ ก็รู้ว่ายุคสมัยนี้ใครที่มี "ข้อมูล" มากกว่ามักได้เปรียบ ยิ่งรอบรู้มากเท่าไร คุณก็จะยิ่งมั่นใจในสิ่งที่คิดที่ทำมากเท่านั้น ลองพิจารณาดูตัวเองว่าขาดตกบกพร่องตรงนี้ไปหรือเปล่า เพราะหากคุณปรับปรุงตัวเองได้ ไม่ว่าคุณจะคุยกับใครก็เป็นต่อ เพื่อนร่วมงานก็จะแอบทึ่ง โดยเฉพาะเจ้านายคงนิยมชมชอบ เทคะแนนให้คุณเต็มที่
2. ประเมินตัวเองอย่างมีเหตุผล ได้เวลา "กำจัดจุดอ่อน" อย่าเพิ่งตกใจว่าใครจะมากำจัดคุณ ตัวคุณนั่นแหละที่ต้องกำจัดจุดอ่อนของตัวเอง เริ่มจากเขียนออกมาเป็นข้อๆ ว่าคุณมีจุดอ่อนจุดแข็งอะไรบ้าง แล้วให้เพื่อนที่คบกันมานานจนรู้ไส้รู้พุงคุณดีลองอ่าน และช่วยแนะนำว่าคุณควรปรับปรุงจุดไหนบ้าง จากนั้นก็พิจารณาเหตุผลที่ได้ในแต่ละข้อ แล้วนำมาแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ โดยเฉพาะจุดอ่อนของคุณ เพราะหากคุณมีจุดอ่อนยิ่งจะเป็นเป้าการตำหนิของเพื่อนร่วมงานและเจ้านายซึ่งส่งผลให้สภาพจิตใจถูกบั่นทอนลงไปด้วย
3. พิชิตความกลัวด้วยความกล้าโดยเริ่มฝ่าด่านความกลัวจากเรื่องง่ายๆ ก่อน เช่น การดูหนังคนเดียวในโรงภาพยนต์แล้วคุณจะรู้สึกถึงชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ เกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง และมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ใช้ความรู้สึกแหละเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆ ที่ทำให้คุณกลัวในที่ทำงานแล้วคุณจะพบว่าไม่มีอะไรน่ากลัวเลยสักนิด ถ้าคุณคิดที่จะทำ
4. จัดระบบการทำงานให้มีระเบียบ การจัดทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นระบบ คุณจะเห็นอะไรๆ ชัดเจนขึ้น โต๊ะทำงานที่รกรุงรังเต็มไปด้วยแฟ้มเอกสาร ควรจัดเก็บให้เข้าที่เข้าทางเพื่อความสะดวกในการค้นหาและนำมาใช้งาน ถ้ารู้สึกว่าหน้าจอคอมพิวเตอร์เต็มไปด้วยอีเมล์เก่าๆ หรือไฟล์งานที่ไม่ใช้แล้ว ควรลบทิ้งไป เพื่อเพิ่มเติมสิ่งใหม่เข้าไปแทน
5. ทำจิตใจให้แจ่มใสการทำใจให้สบายคือคุญแจดอกสำคัญที่จะขจัดปัญหาต่างๆ เชื่อเถอะว่า ไม่มีอะไรแย่จนแก้ไขไม่ได้ จงมองโลกในแง่ดี มีทัศนคติที่ดีในการทำงาน ถ้าเครียดมากนักก็พักซะบ้าง และที่พักผ่อนที่ดีที่สุดก็ไม่พ้นที่บ้าน จัดมุมพักผ่อนที่เงียบสงบ สามารถแวะเข้ามานั่งเล่น นอนเล่นได้อย่างสบายใจ ถ้ายามใดที่ต้องแบกปัญหากลับมาบ้าน แวะเข้ามามุมนี้ อย่างน้อยสัก 5 นาที ในแต่ละวัน ไอเดีย***งๆ มักจะเกิดขึ้นในยามที่จิตใจสงบเสมอ
6. หนักแน่นและมีเหตุผลเมื่อมีปัญหาในหน้าที่การงาน อย่าเพิ่งตีโพยตีพายเป็นกระต่ายตื่นตูม แต่ควรพยายามควบคุมจิตใจให้หนักแน่นและมีเหตุผลไม่ปล่อยให้ตัวเองตื่นเต้น หวั่นไหว ฟุ้งซ่านหลังจากนั้นก็คิดหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างมีสติ
7. ค้นหาคุณค่าที่แท้จริงของตัวเอง ลองทบทวนถึงสิ่งที่ผ่านมา ประเมินว่าตัวเองมีความถนัดหรือไม่ถนัดกับสิ่งที่ต้องรับผิดชอบขณะนี้ ถ้าถนัดและชอบอยู่แล้ว ก็พัฒนาความสามารถให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ถ้าเป็นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงก็ควรปรับและเปลี่ยนให้เหมาะสม
ปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวดู ตราบใดที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงชีวิตการทำงานของคุณจะราบรื่นเป็นสุขขึ้นอีกหนึ่งความรู้สึกดี - ดี อีกด้วย
http://www.mcu.ac.th

8 ปริศนาธรรมการปลงศพ

1. มัดตราสังเป็นสามเปราะเคาะความหมาย เมื่อวางวายมัดคอไว้ความหมายล้ำ การผูกมัดหมายถึงบ่วงห่วงให้จำ ที่คอนั้นบ่วงรักลูกผูกมัดใจ มัดที่มือคือบ่วงรักภักดิ์ผัว-เมีย เมื่อตายเสียยังห่วงหาอาทรไห้ ส่วนสมบัติและทรัพย์สินนั้นกินใจ มัดติดไว้ที่ข้อเท้าให้เศร้าตรม สามบ่วงนี้ผูกติดจิตติดนิสัย เมื่อบรรรลัยนิพพานไปไม่ได้สม ต้องเวียนว่ายในวัฏฏะสังคคม เป็นอารมย์ที่ยึดติดจิตอุปไมย

2. ยามพระสงฆ์นั่งสวดพร้อมน้อมรับศีล ศพไม่ได้ยินบุตรหลานก็เคาะโลงให้ แท้จริงใบ้แขกรับศีลผินประไพ เป็นความหมายบอกผู้คนยลพระธรรม อย่าทำตัวให้ประมาทขาดสติ ไม่ทิฏฐิละทิ้งไปในคำสอน หมดโอกาสได้กระทำยามม้วยมรณ์ จะอ้อนวอนเคาะโลงไงไม่ได้ฟัง
3. ยามพระสงฆ์สวดภาษาว่าบาลี หมู่คนดีฟังไม่รู้อยู่หน้าหลัง เข้าใจว่าพระสวดให้คนตายฟัง อโธ่ถัง! พระสวดสอนคนตอนเป็น หวังให้คนเอาไปใช้ปฏิบัติ ใช้ยืนหยัดดำรงตนพ้นทุกข์เข็ญ หากฟังแล้วไม่เข้าใจไม่จำเป็น ขอให้เน้นสำรวมจิตคิดสิ่งดี
4. บวชหน้าไฟมักเข้าใจกันให้ผิด ต่างก็คิด"จูงคนตาย"ไปวิถี พ้นนรกสู่สวรรค์ชั้นที่ดี จึงบางทีแย่งกันบวชผนวชกัน แท้ที่จริงเป็นการลงปลงสังเวช ถึงสาเหตุเกิดเจ็บตายไม่เหหัน เกิดมาแล้วไม่แคล้ววายตายด้วยกัน เพียงเท่านั้นมนุษย์นี้มีอะไร เมื่อปลงได้ก็อยากได้หนีไปบวช ไปผนวชหนีแสงสีโลกีย์วิสัย ประพฤติธรรมเพื่อหลุดล้นให้พ้นไป เพื่อจะได้สู่มรรคผลหนนิพพาน
5. การนิมนต์พระจูงศพพบแห่งเหตุ เป็นจิตเจตให้คนคิดจิตสันนิษฐาน ใช้พระธรรมองค์สัมมาฯมีมานาน ดำรงการดำรงตนเป็นคนดี ยามมีชีพดำรงตามพระธรรมสอน ตามขั้นตอนองค์สัมมาหาวิถี เอาคนตายให้พระนำตามวิธี สังวรนี้ไว้สอนคนสนใจทำ
6. การเวียนศพซ้าย 3 รอบชอบความหมาย การเวียนว่ายเกิดตายในภพสาม มีกามภพ,รูปภพ,อรูปภพ ประสบตาม ทุกเมื่อยามอยู่วนเวียนกรรมเกวียนกง เมาตัณหาอุปทานการกิเลส น่าสังเวชเป็นทุกข์ใจให้ลุ่มหลง ไม่จบสิ้นมัวเวียนว่ายตายอยู่ยง ต้องละหลงทวนกระแสแห่ศพเวียน
7. น้ำมะพร้าวล้างหน้าศพลบกิเลส เป็นจิตเจตน์ความสะอาดไม่พลาดเปลี่ยน ดั่งน้ำทิพย์อันบริสุทธิ์ดุจกระเษียร ชำระเปลี่ยนให้จิตใจใส่ดวงธรรม
8. เผาศพแล้วเหลือขี้เถ้าเคล้าเศษอัฐิ เขาเขี่ยคัดเถ้าไปมาน่าสอบถาม จัดเป็นรูปร่างคนจนสวยงาม คือหมายความกลับชาติใหม่ใช้กรรมเวร
ปริศนาธรรมคนเก่าก่อนสอนให้คิด แฝงนิมิตบอกความนัยให้คนเห็น เป็นข้อคิดก่อเกิดธรรมความจำเป็น และฝากเน้นถึงกรรมดีที่พึงทำ..... http://www.watkoh.com/

19 กุมภาพันธ์ 2551

ธรรมะยาใจ สุขกาย สบายใจ

ลูกรัก...
ขึ้นชื่อว่าความทุกข์แล้วเป็นไม่มีใครปรารถนาแน่นอน แต่ทุกคนก็มีทุกข์ติดตัวกันอยู่ทั้งนั้น มากบ้างน้อยบ้างก็ต้องมี เพราะท่านว่าทุกข์มี ๒ อย่างคือ ทุกข์กายกับทุกข์ใจ ทุกข์กายแก้ได้ด้วยอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค แต่ทุกข์ใจนั้นท่านว่าต้องแก้ด้วยธรรมะ ธรรมะเป็นยาแก้ทุกข์ทางใจ เป็นยาหอมบำรุงหัวใจ เป็นที่พึ่งทางใจ คนเราเมื่อมีทุกข์ทางกาย ได้อาหารเป็นต้นมารักษาก็หาย แต่ทุกข์ทางใจต้องใช้ธรรมะมารักษา คนที่ไม่เห็นความจริงข้อนี้ เมื่อมีทุกข์ทางใจก็จะทุกข์หนัก ว้าเหว่ เศร้าสร้อย บ่นเพ้อรำพันและโวยวายโทษนั่นโทษนี่ ส่วนคนที่มีธรรมะและปฏิบัติธรรมะจะมีภูมิต้านทานทุกข์ทางใจได้ดีกว่าคนปกติ แม้จะเผชิญกับทุกข์ก็บรรเทาทุกข์ได้เอง และสามารถหาความสุขได้แม้ในยามทุกข์เข็ญ ลูกจงฝึกฝนทำความเข้าใจธรรมะให้ดีเถิด จะเข้าใจได้เองว่าธรรมะนั้นดีอย่างไร
(อบรมโครงการกลุ่มเพื่อนร่วมใจ อยู่กับเบาหวามอย่างไรให้มีความสุข 19 ก.พ.51) http://www.dhammajak.net/

18 กุมภาพันธ์ 2551

ธรรมะยาใจ อยู่อย่างไรให้มีสุข


ธรรมะที่พระองค์ทรงสอนไว้นี้ความจริง ก็เป็นยาชนิดหนึ่ง
ที่เป็นเครื่องรักษาจิตใจให้พ้นจากความเป็นทุกข์ ความเดือนร้อน
พระพุทธเจ้าเองก็เป็นนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ในการรักษาโรคทางใจ อันเกิดขึ้นแก่บุคคลทั่วๆไป
ธรรมะที่พระองค์นำไปแสดงนั้น เป็นยาขนานแท้ๆ สำหรับรักษาโรคทางวิญญาณ
เราต้องเรียนยาเอาเอง เรียนสรรพคุณของตัวยา
แล้วเราก็เอายาไปใช้ในยามที่เรามีความทุกข์เดือนร้อนใจ
(อบรมโครงการกลุ่มเพื่อนร่วมใจ อยู่กับเบาหวามอย่างไรให้มีความสุข 19 ก.พ.51)

16 กุมภาพันธ์ 2551

พรหมวิหารธรรม

พรหมวิหารธรรม แปลว่า ธรรมของพรหมหรือของท่านผู้เป็นใหญ่ พรหมวิหารเป็นหลักธรรมสำหรับทุกคน เป็นหลักธรรมประจำใจที่จะช่วยให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างประเสริฐและบริสุทธิ์ หลักธรรมนี้ได้แก่
เมตตา ความปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับสุข
กรุณา ความปราถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
มุทิตา ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
อุเบกขา การรู้จักวางเฉย
๑. สุขัง สุปฏิ นอนหลับเป็นสุข เหมือนนอนหลับในสมาบัติ
๒. ตื่นขึ้นก็มีความสุข มีอารมณ์แช่มชื่นหรรษา ไม่มีความขุ่นมัวในใจ
๓. นอนฝัน ก็ฝันเป็นมงคล มิฝันเห็นสิ่งลามก
๔. เป็นที่รักของมนุษย์ เทวดา พรหม และภูติผีทั้งปวง
๕. เทวดาและพรหม จะรักษาให้ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง
๖.จะไม่มีอันตรายจากเพลิง ไม่มีอันตรายจากสรรพาวุธและยาพิษ
๗. จิตจะตั้งมั่นในอารมณ์สมาธิเป็นปกติ สมาธิที่ได้ไว้แล้วจะไม่เสื่อม จะเจริญรุดหน้ายิ่งขึ้น ๘. มีดวงหน้าผุดผ่องเป็นปกติ
๙.เมื่อจะตาย จะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สติมิฟั่นเฟือน
๑๐. ถ้ามิได้บรรลุมรรคผลในชาตินี้ เพราะทรงพรหมวิหาร ๔ นี้ ผลแห่งการเจริญพรหมวิหาร๔ นี้ ก็จะส่งผลให้ไปเกิดในพรหมโลก
๑๑. มีอารมณ์แจ่มใส จิตใจปลอดโปร่ง ทรงสมาบัติ วิปัสสนา และทรงศีลบริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นปกติ รวมอานิสงส์การทรงพรหมวิหาร ๔ มี ๑๑ ประการ

อุทยานแห่งชาติรามคำแหง (เขาหลวง)

หากจังหวะชีวิตของคุณคือการเดินทาง
กี่ก้าวที่ผ่านมาตลอดชีวิตก็คงหมดค่า
หากความปรารถนาคุณคือสิ่งที่มาไม่ถึง
ชีวิตยังมีหวังชีวิตยังมีโอกาส
หากหยุดพักบางจังหวะชีวิตเพื่อชีวิต

http://www.choengkili.blogspot.com/

เที่ยวอุทยานแห่งชาติรามคำแหง
ปรางค์หินแกร่งเขาปู่จ่า
ถ้ำพระแม่ย่าศักดิ์สิทธิ์
เพลินพิศน้ำตกลำเกลียว
ท่องเที่ยวถนนพระร่วง
บูชาหลวงพ่อโตนาเชิงคีรี.


อุทยานแห่งชาติรามคำแหง (เขาหลวง)

อุทยานแห่งชาติรามคำแหง (เขาหลวง)
แนวเขาหลวงมีรูปร่างคล้ายใบหน้าผู้หญิงงดงามชัดเจนที่สุด เมื่อท่านได้มองจากบ้านนาเชิง ความมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสรรค์สร้าง คนทุ่งหลวงต่างภาคภูมิใจ คนสมัยก่อนเรียกป่านี้ว่า "ป่าเขาหลวง" ปรากฏในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี
แสดงให้เห็นว่าเขาหลวงนี้มีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตและเป็นที่เคารพเชื่อถือของบรรพบุรุษเมืองสุโขทัยอย่างยิ่ง และปัจจุบันยังมีร่องรอยสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ปรากฏอยู่ในบริเวณและรอบ ๆ เขาหลวง นอกจากนี้ยังมีสวนลุ่ม สวนขวัญ ซึ่งเป็นสวนสมุนไพรในสมัยพระร่วงเจ้า ซึ่งมีความสำคัญต่อกรุงสุโขทัยสมัยนั้น และมีความสำคัญต่อคนสมัยนี้ในการค้นคว้า ศึกษา วิจัย เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างหนึ่ง

20 มกราคม 2551

ธรรมะ..ติดปีก

ความฝัน
หนึ่งคนหนึ่งความคิด หนึ่งชีวิตหนึ่งความฝัน
หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หนึ่งความฝันอยู่ไม่ไกลที่ตั้งใจ
ธรรมจากทราย
ทรายนับไม่ถ้วนจำนวนทราย คนทั้งหลายนับไม่ถ้วนในคุณค่า
ทรายจะแกร่งเพราะว่าผ่านการเวลา คนจะเก่งกล้าเพราะผ่านการฝึกอบรม
ธรรมะชาย หญิง
เกิดเป็นหญิงอย่าใจง่าย เกิดเป็นชายอย่าใจทราม
ถ้าผู้หญิงใจง่าย เจอผู้ชายใจทราม ศีลข้อสามก็รักษาไม่ได้
ค่าของขี้
ขี้เป็ดขี้ไก่มีค่าใช้เลี้ยงปลา ขี้หมูขี้หมามีค่าใช้ทำปุ๋ย
ขี้ของคนมีค่าหมายังลุย คนขี้คุยหมดค่าหมาไม่แล

งานวิจัยวรรณกรรม เรื่องกามนิต วาสิฏฐี

ตอนที่ ๒๘ บนฝั่งคงคาสวรรค์
อยู่มาสมัยหนึ่ง กามนิตและวาสิฏฐีระลึกได้ว่า เมื่อครั้งเป็นมนุษย์เคยใฝ่ฝันถึงคงคาสวรรค์ บัดนี้ ด้วยเทวฤทธิ์ที่มีอยู่ก็อาจไปถึงได้โดยไม่ยาก ทั้งสองจึงชวนกันลอยล่องไปสู่ภูมิสถานนั้น ตามระยะทางที่ยิ่งห่างไปจากดินแดนบันเทิงสุขแห่งสระบัวสรรพสิ่งอันประโลมใจก็ค่อยจางหายลดลงโดยลำดับ ลักษณะภูมิประเทศมีความแปลกออกไป ผ่านพงหญ้าหนามและดงตาลแล้วก็มาถึงฝั่งคงคาสวรรค์ ที่นั้นท้องฟ้าเป็นสีดำมืดมิด ตัดกับสายน้ำสีขาวที่พล่านรุนแรงอยู่โดยตลอด ไม่มีกลิ่นรสที่อบอวลเย้ายวนใจ ทั้งไม่มีดนตรี เสนาะโสตชวนเคลิบเคลิ้ม อากาศในที่นั้นเย็นและบริสุทธิ์
ไร้สิ่งเจือปน วาสิฏฐีรู้สึกเบิกบานสูดหายใจเต็มที่ แต่กามนิตรู้สึกอึดอัดหายใจแทบไม่ทัน จิตเริ่มหวั่นไหวด้วยเสียงที่ดังสนั่นราวอสุนีบาต วาสิฏฐีอธิบายว่า เป็นเสียงแห่งกระแสธารในคงสวรรค์ ซึ้งประกอบด้วยโลกทั้งหลายที่ต่างโคจรไป เมื่อเสียดกระทบกัน จึงเกิดเสียงดังปานฟ้าผ่า
กามนิตเห็นว่าที่นั้นไม่น่ารื่นรมย์ ส่วนวาสิฏฐีกลับอยากจะล่องลอยไปกับกระแสคงคาสวรรค์ แต่กามนิตฉุดยั้งไว้ไม่ให้ไป หวั่นว่าจะเกิดเภทภัยพลัดจากกันอีก จากนั้นทั้งคู่ก็เหินกลับมายังสระบัว และอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขสมดังความรักที่มีต่อกันโดยไม่มีอุปสรรคขวางกัน

(ถามว่า....วรรณกรรมตอนนี้ให้ข้อคิดเชิงคุณธรรมแก่ผู้อ่านอย่างไร.....)

บำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศ

เมื่อพระเวสสันดรโพธิสัตว์สวรรคตแล้วเสด็จไปอุบัติเป็นสันดุสิตเทพบุตรในสวรรค์ชั้นดุสิตเทวดาทุกสวรรค์ชั้นฟ้ามาประชุมปรึกษากันว่า ใครจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ต่างก็เล็งว่า พระโพธิสัตว์สถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จึงพากันไปทูลเชิญให้จุติลงมาโปรดสัตว์โลก
ก่อนที่พระโพธิสัตว์อันสถิตอยู่ ณ สวรรค์ชั้นดุสิต จะได้ทรงตรัสรู้บรรลุธรรมเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อโปรดชาวโลกนั้น พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ทรงบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการ
๑. พระเตมีย์ ทรงบำเพ็ญ เนกขัมมบารมี คือ ความอดทนสูงสุด
๒. พระมหาชนก ทรงบำเพ็ญ วิริยะบารมี คือ ความพากเพียรสูงสุด
๓. พระสุวรรณสาม ทรงบำเพ็ญ เมตตาบารมี คือ ความเมตตาสูงสุด
๔. พระเนมิราช ทรงบำเพ็ญ อธิษฐานบารมี คือ ความมีจิตที่แน่วแน่สมบูรณ์
๕. พระมโหสถ ทรงบำเพ็ญ ปัญญาบารมี คือ ความมีปัญญาสูงสุด
๖. พระภูริทัต ทรงบำเพ็ญ ศีลบารมี คือ ความมีศีลที่สมบูรณ์สูงสุด
๗. พระจันทกุมาร ทรงบำเพ็ญ ขันติบารมี คือ ความอดกลั้นสูงสุด
๘. พระนารทพรหม ทรงบำเพ็ญ อุเบกขาบารมี คือ การมีอุเบกขาสูงสุด
๙. พระวิธูรบัณฑิต ทรงบำเพ็ญ สัจจบารมี คือ ความมีสัจจะสูงสุด
๑๐. พระเวสสันดร ทรงบำเพ็ญ ทานบารมี คือ การรู้จักให้ทานสูงสุด

"พระปัญญานันทภิกขุ...ภิกษุสี่แผ่นดิน"

กผส.ยกย่อง “หลวงพ่อปัญญา”เป็นผู้สูงอายุแห่งชาติคนแรกของประเทศไทย อายุมากแต่ยังทำประโยชน์ให้สังคม-ไม่มีคนยี้ ปลุกผู้สูงอายุ ๖ ล้านคนอย่าทำตัวเป็นกาฝากต้องทำงาน เสนอขยายอายุเกษียณตามศักยภาพบุคคล ห่วงวัยรุ่นสุรุ่ยสุร่ายฝากคนแก่คุมพฤติกรรม เมื่อวันที่ ๔ เม.ย. ๕๐ ที่หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี แถลงข่าวงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๕๐ ว่า คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ(กผส.) มีฉันทานุมัติยกย่องให้พระพรหมมังคลาจารย์(ปัญญานันทภิกขุ) เป็นผู้สูงอายุแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๕๐ เป็นคนแรกของประเทศไทย เนื่องจากพระพรหมมังคลาจารย์มีอายุถึง ๙๖ ปีแล้ว แต่ยังทำประโยชน์ให้กับสงัคมอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง เป็นบุคคลที่สาธารณะชนยอมรับ เมื่อประกาศชื่อแล้วจะไม่มีใครคัดค้าน โดยวันที่ ๑๑ เมษายนนี้ ภายในพิธีเปิดงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี จะถวายเกียรติบัตรและปัจจัยสนับสนุนกิจกรรมพระพรหมมังคลาจารย์ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

"เป็นมนุษย์ หรือ เป็นคน"

เป็นมนุษย์ เป็นได้ เพราะใจสูง
เหมือนหนึ่งยูง มีดี ที่แววขน
ถ้าใจต่ำ เป็นได้ แต่เพียงคน
ย่อมเสียที ที่ตน ได้เกิดมา
ใจสะอาด ใจสว่าง ใจสงบ
ถ้ามีครบ ควรเรียก มนุสสา
เพราะทำถูก พูดถูก ทุกเวลา
เปรมปรีดา คืนวัน ศุขสันติ์จริง
ใจสกปรก มืดมัว และร้อนเร่า
ใครมีเข้า ควรเรียก ว่าผีสิง
เพราะพูดผิด ทำผิด จิตประวิง
แต่ในสิ่ง นำตัว กลั้วอบาย
คิดดูเถิด ถ้าใคร ไม่อยากตก
จงรีบยก ใจตน รีบขวนขวาย
ให้ใจสูง เสียได้ ก่อนตัวตาย
ก็สมหมาย ที่เกิดมา อย่าเชือน เอยฯ (หลวงพ่อพุทธทาส)

"ครูคือใคร ใครคือครู"

ครูคือใคร ใครคือครู ในวันนี้
ใช่อยู่ที่ ปริญญา มหาศาล
ใช่อยู่ที่ เรียกว่า ครู อาจารย์
ใช่อยู่นาน สอนนาน ในโรงเรียน
ครูคือผู้ ชี้นำ ทางความคิด
ให้รู้ถูก รู้ผิด คิดอ่านเขียน
ให้รู้ทุกข์ รู้ยาก รู้พากเพียร
ให้รู้เปลี่ยนแปลง แรงสู้ รู้สร้างงาน
ครูคือผู้ ยกระดับ วิญญาณมนุษย์
ให้สูงสุด กว่าสัตว์ เดรัจฉาน
ครูคือผู้ สั่งสม อุดมการณ์
ปณิธาน เพื่อคน อื่นใช่ตนเอง
ครูจึงเป็น นักสร้าง ผู้ยิ่งใหญ่
สร้างคนจริง สร้างคนกล้า สร้างคนเก่ง
สร้างคนให้ไว้ เป็นตัว ของตัวเอง

ขอมอบ เพลงนี้ มาบูชาครู (16 ม.ค วันครู)

ทฤษฎีความรักแบบใหม่

* พุทธศาสตร์ *
ปิยเต ชายเต โสโก ปิยโต กุโต ภยํ ปิยโต วิปฺปมุตฺตสฺส นตฺถิ โสโก กุโตภยํ
ที่ใดมีรัก ที่นั่น มีทุกข์ ความเศร้าโศกเกิดจากความรัก ภัยเกิดจากความรัก เมื่อปราศจากความรัก ความเศร้าโศกก็ไม่มี ภัยก็ไม่มี พระพุทธองค์สอนถูกทุกประการ. “ ความทุกข์เกิดจากความรัก ”
ตำราอาหารพิเศษ มีเครื่องปรุงดังนี้
1. ความรัก 4 ถ้วยตวง
2. ความซื่อตรง 2 ถ้วยตวง
3. การให้อภัย 3 ถ้วยตวง
4. ความเป็นมิตร 1 ถ้วยตวง
5. ความอ่อนโยน 2 ถ้วยตวง
6. ความเข้าใจ 4 ถ้วยตวง
7. อาการยิ้มแย้ม / เสียงหัวเราะ 1 ถัง
วิธีปรุง ผสมความรัก ความซื่อตรงให้เข้ากัน เคล้าด้วยความอ่อนโยนและการให้อภัย เติมความเป็นมิตรเข้าไปอีก โรยสีหน้ายิ้มแย้มและเสียงหัวเราะลงไปมาก ๆ และนำไปอบด้วยความเข้าใจ รับประทานทุกวัน อายุยืน (รับประทานหลังอาหารได้ยิ่งดี)

นิยาม ความรัก (วัยรัก ? วัยเรียน ?)

วิทยาศาสตร์ให้นิยามความรักไว้ว่า ความรัก คือ สสารชนิดหนึ่งที่ยืดได้หดได้ แล้วแต่สภาพสิ่งแวดล้อม และความถ่วงจำเพาะ เวลามีความรักจะทำให้หน้าแดง ปากสั่น มือสั่น พูดผิดพูดถูก
ภูมิศาสตร์ให้นิยามความรักไว้ว่า ความรัก มักจะมาพร้อมกับลมหนาว
เลขคณิตให้นิยามความรักไว้ว่า ความรัก คือ เลขทศนิยมที่ไม่รู้จักจบ
เภสัชศาสตร์ ความรัก คือ ยาพิษจะออกฤทธิ์เมื่อผิดหวัง
เรขาคณิต ความรัก เกิดจากเส้นตรงเส้นหนึ่ง กับเส้นตรงอีกเส้นหนึ่ง เอามาขีดรวมกัน คือเส้นตรงแห่งความสงสาร ตั้งอยู่บนรากฐานแห่งความสดใส ได้มุมมองใหม่ออกมา คือ มุมแห่งความรัก * ถ้าเป็นเครื่องหมาย (+) ผลออกมาคือ ความสุขใจ * ถ้าเป็นเครื่องหมาย (-) ผลออกมาคือ ความทุกข์ใจ * ถ้าเป็นเครื่องหมาย (หาร) ผลออกมาคือ ความปวดใจ
ภาษาไทย ความรัก เกิดจากตัว ร เป็นตัวแรก แล้วจึงแยก แตกจาก ร เป็น ก ไก่ ไม้หันอากาศ พาดกลาง ระหว่างใจ รวมกันได้ คำว่า รัก ปักในทรวง
อนุบาลศาสตร์ ความรัก เกิดจาก ฉันมองเธอ เธอมองฉัน ผลัดกันเขิน ฉันสะเทิ้น เธอสะท้าน ทั้งหวั่นไหว ถ้าจะทัก จะทาย ก็อายใจ ฉันยิ้มให้ เธอยิ้มตอบ เลยชอบกัน
ภาษาอังกฤษ คำว่ารัก มาจากคำว่า LOVE. แยกความ หมายออกได้ดังนี้
L=Lake of sorrow. คือ ทะเลสาบแห่งความเศร้าโศก
O=Ocean of tears. คือ มหาสมุทรแห่งน้ำตา
V=Valley of dead. คือ หุบเขาแห่งความตาย
E=End of life คือ จุดจบของชีวิต